© 2015 GRAPHHOUSEASIA

  • White Facebook Icon
  • White Instagram Icon

PASTA CLASSIC DISHES

November 06, 2015

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไม่ว่าจะเป็นเฟตตูชินีโบลองเนส ลาซานญ่า พาสต้าโทเมโทซอส หรืออะไรก็แล้วแต่ มันถูกผลิบานและเติบโตอย่างสวยงามจากประวัติศาสตร์ในอิตาลีจนเป็นอาหารคลาสิคจานหนึ่งของโลก ซึ่งประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 7000 ปี โดยชาวอิตาลีได้ใช้เวลาสร้างสรรค์และพัฒนาจนกลายมาเป็นอาหารคลาสิคไปแล้ว

 

เราพอจะเรียบเรียงและย้อนกลับไปหาต้นกำเนิด หรือที่มาที่ไปในเชิงประวัติศาสตร์ สำหรับอาหารจานหนึ่งที่เราทำอยู่ เพื่ออะไรสักอย่าง แต่อย่างน้อยเราก็ได้รู้จักกับมัน ที่มาของมัน การเดินทางของมัน ความเกี่ยวข้องและผู้คน นับว่าเป็นความสวยงามอย่างหนึ่งที่เราจะนำมาต่อยอดและรู้สึกมากขึ้นต่ออาหารที่เราทำ “พาสต้า”

Please reload

-1-

 

เรื่องราวมักเริ่มต้นมาจาก Marco Polo นำพาสตากลับมาจากการเดินทางจากประเทศจีน แต่ประวัติศาสตร์อีกด้านก็บอกว่ามาโคโปโลไม่ได้เป็นผู้ค้นพบ แต่พาสตามีต้นกำเนิดและเป็นที่นิยมมายาวนานในอิตาลีเมื่อสมัยอิทรูเรียโบราณ (Etruscan) กับสมัยยุคโรมัน หรือประมาณ 1600ปี ก่อนคริสต์ศักราช พวก Etruscan จากเอเชียไมเนอร์เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่เป็นแคว้นทัสคานีในปัจจุบัน

 

ส่วนฉบับที่พูดถึงในยุคมาโคโปโลนั้น ก็เป็นยุคที่มีอาหารประเภทแป้งเป็นเส้นชัดเจน 

ส่วนในยุค Etruscan-Roman ก็อ้างอิงถึงอาหารชนิดหนึ่งที่ทำจากแป้งสาลี Durum ชนิดเดียวกับที่ใช้ผลิต Pasta ในยุคสมัยใหม่ที่ยุคนั้นเรียกว่า “Lagane” (ต้นกำเนิน Lasagna) โดยได้ถูกอ้างอิงในยุค 100ปีก่อนคริสต์ศักราช Lagane ในยุคเก่ามีลักษณะคล้ายคลึงกับพาสต้า แต่ยุคเก่าใช้อบ ไม่ได้ต้มแบบปัจจุบัน 

 

กระทั่งอีกหลายศตวรรษต่อมา พาสต้าก็พัฒนาจนได้รับความนิยมมากที่สุดในอิตาลี เป็นการก้าวกระโดดของวงการอาหาร

 

 

 

 

-2-

 

การรุกล้ำเข้ามาของอาหรับ (Arabic) ในศตวรรษที่ 8 เป็นยุคที่กำหนดทิศทางของการทำอาหาร คนอาหรับที่อยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรในยุคกลางมีส่วนอย่างยิ่งต่อการแพร่กระจายพาสต้า

 

“Macaroni” ในปัจจุบัน มาจากคราวที่คนซิซิลีนวดแป้งโดว์ด้วยแรงและใช้เวลาทั้งวันในการทำ แต่ทำออกมาเสิร์ฟแบบไหนไม่มีข้อมูลแน่ชัด แต่หลายสูตรของชาวซิซิลีมักมีส่วนผสมของตะวันออกกลาง เช่น ลูกเกด ซินาม่อน ซึ่งเป็นหลักฐานของสูตรอาหารในยุคกลาง 

 

พาสต้าในยุคแรกจึงเป็นอาหารที่สำคัญต่อชาวเกาะซิซิลี (เมืองทางใต้อิตาลี) และแพร่กระจายเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ โดยวัตถุดิบหลักเช่น Durum wheat เติบโตได้ดีในสภาพอากาศและภูมิประเทศอิตาลี จนกลายมาเป็นผู้ผลิตหลัก

 

ปี 1300s การทำพาสต้าแบบแห้ง (Dried pasta) ก็เป็นที่นิยมแพร่หลาย เพราะอายุการจัดเก็บยาวนาน ใช้ระหว่างเดินทางได้ ในยุคนี้จึงเกิดพาสต้าในรูปแบบต่างๆมากมาย แต่ความก้าวหน้าของพาสต้าก็ยังมาไม่ถึงจนกระทั่งศตวรรษที่ 19 เมื่อพาสต้ามาเจอกับมะเขือเทศ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-3-

 

คนอิตาเลี่ยนกินพาสต้ามากกว่า 60ปอนด์ต่อคนต่อปี ชนะคนอเมริกันซึ่งกินแค่ 20ปอนด์ต่อคนต่อปี

โดยปัจจุบัน พาสต้าแบบแห้ง (Dried pasta) มีมากกว่า 300รูปร่างในอิตาลี

ส่วนพาสต้าแบบสด (Fresh pasta) ก็มีความแตกต่างในรายละเอียดในเรื่องของความนุ่ม โดยแป้งที่ใช้ก็ต่างกันกับพาสต้าแบบสำเร็จ คนอิตาลีทางเหนือใช้แป้ง All purposed กับ ไข่ ในขณะที่คนแถบใต้ของอิตาลีเลือกใช้ Semolina กับน้ำ แล้วแต่สูตร การทำพาสต้าแบบสดเป็นการแสดงถึงความใส่ใจในการเตรียมอาหารและความภาคภูมิใจในทักษะการทำอาหารในครัวเรือน

 

แล้วก็มีการถกเถียงกันว่าพาสต้าแบบสดกับแบบแห้ง แบบไหนดีกว่ากัน จริงๆ ไม่มีแบบไหนดีกว่า แต่ทั้งสองอย่างใช้ในสถานการณ์ที่ต่างกัน พาสต้าบางประเภทใช้แบบสดเท่านั้น ส่วนบางอย่างก็ใช้แบบแห้งเท่านั้น หรือบางอย่างก็ใช้แทนกันได้ 

 

แต่มีสถานการณ์ที่พอจะให้เหตุผลว่าพาสต้าแบบสดดีกว่า คือ พาสต้าแบบสด ทำกันในครัวเรือนทั่วทั้งอิตาลีมาหลายยุคหลายสมัย โดยกลุ่มที่มีชื่อเสียงว่าทำพาสต้าแบบสดได้ดีที่สุดคือแคว้น Emilia-Romagna ซึ่งจะทำพาสต้าแบบสดกับครีมซอสที่ทำจากเนยกับเซส (Sage) ในขณะที่ซอสมะเขือเทศมักจะกินในช่วงฤดูร้อน

 

 

 

-4-

 

ทั้งหมดคือเรื่องราวที่พอจะเห็นที่มาที่ไป การเดินทางของพาสต้ากว่าจะมาเป็นอาหารคลาสิคจานหนึ่ง แค่ไม่กี่ย่อหน้าก็พอจะเข้าใจได้ว่า หลายๆ อย่างไม่ได้เกิดมาด้วยความบังเอิญ แต่เกิดมาและยังดำรงอยู่ มีพัฒนาการต่อยอด แล้วยังเดินทางขยายวงกว้างไปทั่วโลก 

 

อาจเรียกได้ว่าเป็นอาหารที่เกิดมาจากดินแดนอิตาลี แต่ปัจจุบันก็เป็นอาหารที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ก็น่าจะเรียกว่าเป็นอาหารที่คลาสิคและมีประวัติศาสตร์ที่น่าเรียนรู้จานหนึ่ง